วันหยุดกับหาดแม่รำพึง

เขียนโดย akekoksom | 4:57 หลังเที่ยง | 0 ความคิดเห็น »

วันนี้เป็นวันหยุดอีกหนึ่งวันของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลายครับซึ่งหลังจากที่พ่อปัน ปัน ไปหาข้าวกินแล้วเลยเกิด Idea ว่าจะนำเรื่องอะไรมาเขียนลง “บล็อกปัน ปัน” ว่างๆ เลยขับรถไปเที่ยวแถวชายทะเลครับ ซึ่งก็ไม่ห่างจากบ้านพักสักเท่าไร ก็ประมาณ 10-15 กม. ครับ สำหรับส่วนใหญ่พ่อปัน ปัน จะไม่บรรยายแต่จะเน้นเรื่องรูปภาพเป็นหลักครับเพื่อกระตุ้นต่อมความอยากให้กับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทั้งหลายให้มเที่ยวระยองครับ

ป้ายประกาศเตือน
บ้านก้นอ่าว 
สำหรับเพื่อนๆ หลายๆ ท่านคงเคยได้อ่านข่าวเกี่ยวกับนักศึกษาที่มารับน้องใหม่แล้วต้องจมน้ำและเสียชีวิตบ่อยๆ ครับทั้งๆ ที่มีป้ายประกาศเตือนแล้วถ้าอ่านแล้วปฎิบัติตามกันคงไม่เกิดปัญหาครับ

ห่วงยาง
เรือกล้วย

สำหรับอีก 2 รูปข้างบนเพื่อนๆ ที่มาเที่ยวชายทะเลทุกทีก็จะเจอได้ทั่วไปตามชายหาดในประเทศไทยครับ ซึ่งพ่อปัน ปัน ก็เดินไปเรื่อยๆ ได้จังหวะก็กดซัตเตอร์มาฝากเพื่อนๆ ครับซึ่งช่วงนี้ผู้คนยังค่อนข้างเงียบอยู่ครับ


วิถีชาวประมง
เครื่องมือทำกิน
เดินไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอวิถีชาวประมงครับกำลังนั่งเก็บอวนครับ สำหรับที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวประมงครับชื่อว่า “หมู่บ้านก้นอ่าว” ที่หมู่บ้านนี้เพื่อนๆสามารถหาซื้ออาหารทะเลสดๆ จำพวก ปู หมึก กั้ง ที่ขึ้นมาจากเรือชาวบ้านได้เลยครับ แต่ขอบอกไว้ก่อนครับเค้าจะไม่ขายให้คุณเยอะนะครับอย่างมากก็คนละ 2-3 กิโล ครับเพราะว่าจะมีแม่ค้ารายใหญ่ที่เป็นขาประจำมาจองไว้หมดครับเอ๋อเวลาที่ต้องไปนั่งรอซื้อก็ประมาณ 12.00น –13.00 น ครับไม่ใช่ว่าจะซื้อได้ตลอดเวลานะครับ

เพื่อนที่ซื่อสัตย์
ภาพนี้ภูมิใจเสนอครับ “สำหรับเพื่อนที่ซื่อสัตย์” ของชาวบ้านครับ พ่อปัน ปัน เห็นกำลังนอนอย่างมีความสุขอยู่ใต้ต้นไม้ริมหาดทราย พอกดซัตเตอร์เลยทำให้เจ้าของภาพตื่นพอดีครับ เดินย้อนกลับมาอีกครับหลับกับเพื่อนไปแล้ว

เรือบ้าน
บ้านเรือครับจอดอยู่บนหาดทรายเป็นบ้านพักของชาวประมงบริเวณนั้นครับพ่อปัน ปัน เดินผ่านเก็บภาพมาฝากอีกหนึ่งภาพ ทำให้คิดว่า Idea คนนี้ไม่มีขีดจำกัดจริงๆ ครับ

ชูชีพช่วยชีวิต

ผ่านมาเห็นรถขายห่วงยางสำหรับเด็กๆ ครับทำให้ผมคิดถึงลูกชายก็น้องปัน ปัน กะว่าถ้าพาปัน ปัน มาเที่ยวระยองก็จะซื้อซูเปอร์ฮีโร่ให้สักตัวครับ แล้วก็พาไปเล่นน้ำทะเลครับ

หาดแม่รำพึง 

เด็กๆเล่นทราย
เห็นน้องๆ นั่งเล่นทรายกันอยู่ซึ่งก็เป็นเด็กๆ ที่พ่อแม่พามาเที่ยวในวันนี้ครับ แอบถ่ายเสียเลย ซึ่งน้องๆ กำลังเพลินกับการเล่นเลยไม่สนใจผมครับ ปล่อยให้พ่อปัน ปัน กดซัตเตอร์ได้อย่างสบายๆ ครับ

หอเตือนภัย 
อันนี้สำคัญครับหลังจากที่บ้านเราเกิดคลื่นใหญ่ “สึนามิ” แล้วทางรัฐบาลก็เลยสั่งให้บริเวณชายหาดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดคลื่นใหญ่ต้องมีหอเตือนภัยครับ ที่ชายหาดแม่รำพึงก็เช่นเดียวกันครับมีเช่นเดียวกันครับ

ลานหินขาว 
ลานหินขาวเป็นอีกสถานที่หนึ่งครับที่นักท่องเที่ยวแวะมาพักผ่อนครับ ที่บริเวณนี้ลานหินขาวจะมีป้อมตำรวจประจำครับ นอกจากนั้นยังมีตู้ ATM ด้วยครับสำหรับลานหินขาวนี้จะสวยงามตอนเย็นๆ ครับ เพราะแดดไม่ร้อนนักท่องเที่ยวจึงจะเยอะมากช่วงตอนเย็นๆ ครับ

นักท่องเที่ยว
วันนี้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวน้อยครับอาจจะเป็นวันหยุดแค่วันเดียวเอง ทำให้นักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดไม่มาเที่ยวครับ คงจะมีแต่นักท่องเที่ยวที่มาทำงานในระยองเท่านั้นครับ

ขายของ
สุดท้ายครับก็คงเหมือนกับแหล่งท่องเที่ยวทั่วๆ ไปของประเทศไทยทีมีการค้าขายอาหารชนิดต่างๆ หนึ่งในอาหารยอดนิยมของชาวไทยก็ “ส้มตำ + ไก่ย่าง”ครับ ไม่ว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนก็ขาดไม่ได้ครับ ซึ่งก็ถือได้ว่าถ้ามีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากก็เป็นการกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านครับ

โรคมือเท้าปาก

เขียนโดย akekoksom | 7:42 หลังเที่ยง | 0 ความคิดเห็น »


Hand-Foot-and-Mouth-Disease 
สืบเนื่องมาจากน้องปัน ปัน เป็นไข้หวัดตามฤดูกาลเมื่อช่วง “วันพ่อแห่งชาติ” และพ่อปัน ปัน ก็พาไปพบคุณหมอซึ่งคุณหมอท่านก็ตรวจน้องปัน ปัน โดยตรวจแบบละเอียดเลยก็ว่าได้คุณหมอบอกว่าช่วงนี้ “โรคมือเท้าปาก” กำลังระบาดหนักในเด็กเล็กครับ พ่อปัน ปัน เลยไปสืบค้นจาก “พี่กู” มาให้ครับว่า “โรคมือเท้าปาก” เป็นอย่างไรเพื่อช่วยกันหาวิธีสังเกตุและช่วยกันป้องกันครับ

โรคมือเท้าปาก (Hand-Foot-and-Mouth-Disease)
หรือโรคที่ติดปากกันทั่วไปว่า "โรคมือ เท้า ปาก เปื่อย" เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการที่เกิดจากเชื้อ enterovirus มีลักษณะเฉพาะ คือ มีตุ่มน้ำใส (vesicular lesion) ที่ปาก มือ และเท้า

ประวัติความเป็นมา
พ.ศ. 2500 มีรายงานการระบาดของกลุ่มอาการไข้ ซึ่งพบร่วมกับตุ่มนํ้าใสในช่องปาก มือและเท้าในผู้ป่วยเด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยพบสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16 (Cox A16)
พ.ศ. 2502 พบการระบาดของกลุ่มอาการเช่นเดียวกันในเมือง Bermingham ประเทศอังกฤษ และได้มีการเรียกกลุ่มอาการนี้ ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD) หลังจากนั้นมีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก

โรค มือ เท้า ปาก มีการระบาดแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ในประเทศเขตหนาว มักพบในช่วงฤดูร้อน และต้นฤดูใบไม้ ร่วง ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม แต่ในเขตร้อนชื้นรวมทั้งประเทศไทยพบได้ตลอด ทั้งปี แต่จะชุกในช่วงฤดูฝนและช่วงที่มีอากาศร้อนชื้น เชื้อที่พบเป็นสาเหตุของโรคมือ เท้า ปาก แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และแต่ละการระบาด ส่วนใหญ่ที่พบเชื้อ Coxsackie virus A16, Enterovirus 71และ Echovirusแต่เชื้อที่พบในการระบาดแต่วผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรง พบผู้เสียชีวิตและพิการตามมาได้บ่อยคือ Enterovirus 71 ในประเทศไทย โรคมือ เท้า ปาก มีสาเหตุจาก EV71 ประมาณร้อยละ 15-30 ซึ่งเชื้อ EV71 นั้นมี โอกาสก่อให้เกิดอาการรุนแรงในผู้ป่วย


การติดต่อ
โรคมือ เท้า ปาก ติดต่อกันได้ง่ายพอสมควร โดย การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากจมูก , ลําคอ และนํ้าจากในตุ่มใส (respiratory route)อุจจาระของผู้ป่วยซึ่งมีเชื้อไวรัสอยู่ (fecal - oral route ) ช่วงที่แพร่กระจายมากที่สุด คือ ในสัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการ และจะยังแพร่เชื้อได้จนกว่ารอยโรคจะหายไป แต่ก็ยังพบเชื้อในอุจจาระผู้ป่วยต่อได้อีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถทนสภาวะกรดในทางเดินอาหารมนุษย์ได้ และมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 2-3 วัน โรคนี้ไม่สามารถติดติอจากคนสู่สัตว์ หรือจากสัตว์สู่คนได้

พยาธิวิทยา
โรค มือ เท้า ปาก เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการซึ่งเกิดจากเชื้อกลุ่ม enterovirus ซึ่งอยู่สายพันธุ์ ของ T6N picornavirus เชื้อที่พบเป็นสาเหตุบ่อยที่สุดโดยทั่วไป คือ coxsackie A16 รองลงมาคือ enterovirus 71 มักพบในการระบาด ส่วนในรายที่พบประปราย พบสาเหตุจากเชื้อหลายชนิด ได้แก่ coxsackie virus A4-10, B2 และ B5

อาการและอาการแสดง
อาการเริ่มต้น คือ มักเป็นไข้ที่ไม่มีอาการอะไรในช่วงแรก โดยจะมีระยะฟักตัวประมาณ 3-6 วัน มักจะเริ่มจากการมีไข้ต่ำๆ ประมาณ 38-39 องศา และมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ระยะนี้จะมีระยะเวลาประมาณ 1-2 วัน จากนั้นจะเริ่มมีอาการเจ็บปาก ตรวจร่างกายจะพบมีรอยโรคในบริเวณปาก มือ และเท้าตามมา อาการแสดงที่พบ มักจะมีอาการแสดงในหลายระบบ เช่น

1) ระบบทางเดินหายใจ อาจมีอาการเหมือนไข้หวัด ไอ มีน้ำมูกใส เจ็บคอ
2) ทางผิวหนัง
3) ทางระบบประสาท เช่น สมอง เยื่อหุ้มสมอง หรือเนื้อสมองอักเสบ
4) ทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำเล็กน้อย ปวดหัว อาเจียน
5) ทางตา มักพบเยื่อบุตาอักเสบ (chemosis and conjuntivitis) และ
6) ทางหัวใจ เช่นสามารถทำให้เกิดกล้ามเนื้อหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า อาการอาจมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการที่พบบ่อยเช่น

รอยโรคบริเวณปาก
พบในผู้ป่วยทั้งหมด มีรอยโรคจํานวน 5-10 แห่ง พบได้ทุกบริเวณในปากแต่ที่พบได้บ่อย คือ เพดานปาก ลิ้น และเยื่อบุกระพุ้งแก้ม รอยโรคระยะเริ่มต้น ลักษณะเป็นรอยสีแดง อาจนูนเล็กน้อย ขนาด 2-8 มิลลิเมตร จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนํ้าสีเทาขนาดเล็กขอบแดง ช่วงที่รอยโรคเป็นตุ่มนํ้าจะสั้น จึงมักตรวจไม่พบ รอยโรคในระยะนี้ แต่ก็มักพบลักษณะเป็นแผลตื้นๆ สีเหลืองถึงเทาของแดง ซึ่งอาจจะมารวมกันเป็นรอยโรคใหญ่ได้

รอยโรคที่ผิวหนัง
อาจเกิดขึ้นพร้อมรอยโรคที่ปาก หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย จํานวนตั้งแต่ 2-3 แห่งไปจนถึง 100 แห่ง พบ ที่มือบ่อยกว่าเท้า ลักษณะเป็นรอยแดงๆ อาจนูนเล็กน้อยขนาด 2-10 มิลลิเมตร ตรงกลางสีเทา บางรอยโรคมี ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสขอบแดง มีกระจายขนานไปกับแนวของผิวหนัง อาจเจ็บหรือไม่ก็ได้ หลังจากนั้น 2-3 วัน จะค่อยๆเริ่มตกสะเก็ด และค่อยๆ หายไปภายใน 7-10 วัน โดยทิ้งรอยแผลเป็นให้เห็น บริเวณอื่นๆ ที่อาจพบรอยโรคได้ เช่นกัน คือ ก้น แขน ขา และอวัยวะสืบพันธุ์ ในเด็กทารกอาจพบกระจายทั่วตัวได้

ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย
โดยทั่วไปโรคมือ เท้า ปาก จัดว่ามีอาการน้อย โดยมากมักมีเพียงไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว และเจ็บปาก แต่ ในผู้ป่วยบางรายอาจพบภาวะแทรกซ็อนที่รุนแรงได้ โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ enterovirus 71 ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แบ่งเป็น

ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท
1.1 ก้านสมองอักเสบ (brainstem encephalitis)
1.2 สมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningoencephalitis)
1.3 เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่ไม่ใช้การติดเชื้อแบคทีเรีย (aseptic meningitis)
1.4 กล้ามเนื้ออ่อนแรงคล้ายโปลิโอ (poliomyelitis like paralysis)

ภาวะแทรกซ้อนระบบปอด เช่น ปอดอักเสบ
ภาวะแทรกซ้อนระบบหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โดยผู้ป่วยจะมีไข้นำมาก่อนประมาณ 3-6 วัน โดยมักไข้สูง หัวใจเต้นเร็ว และมักมีอาการทางระบบ ประสาทนำมาก่อน ต่อมามีอาการหายใจล้มเหลวอย่างรวดเร็ว และมีปอดบวมน้ำ (pulmonary edema)

การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช้อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดย ตรวจร่างกายพบรอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือ เท้า ปาก ร่วมกับมีไข้ การส่งตรวจรอยโรคที่ผิวหนังโดยวิธีทางพยาธิวิทยาจะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่ จะไม่พบ multinucleated giant cell หรือ inclusion body สำหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก่อโรค สามารถทำได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro-neutralization ส่วนการส่งตรวจอื่นที่ส่งได้คือ

-การส่ง throat swab โดยส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ค่าส่งตรวจประมาณ 900 บาท/specimen
-การเก็บอุจจาระ (stool) ส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เช่นเดียวกัน เพื่อตรวจด้วย-การเพาะเชื้อหรือ serology
-การส่งน้ำไขสันหลัง (CSF) ตรวจทาง serology, PCR technique

การรักษา
โรคมือ เท้า และปาก หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน เป็นโรคที่สามารถหายได้เอง โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วัน การรักษาจึงเป็นเพียงการประคับประคองและบรรเทาอาการ โดยเฉพาะการลดไข้ และลดอาการเจ็บปวด จากแผลในปาก โดยอาจใช้ยาชาป้ายบริเวณที่เป็นแผลก่อนรับประทานอาหาร ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนให้รักษาตามอาการเป็นส่วนใหญ่ หลังจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรค แต่อาจเกิดโรคมือ เท้า ปาก ซ้ำได้จาก enterovirus ตัวอื่นๆควรแนะนําผู้ปกครองสังเกตอาการที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียนบ่อยๆ ไม่ยอมรับประทานอาหารและนํ้า ซึ่งควรพาบุตรหลานมาพบแพทย์

การป้องกัน
ที่สำคัญที่สุดคือการแยกผู้ป่วยที่เป็นโรคออกจากกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก โดยเน้น contact isolation เป็นหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้
-แยกเด็กป่วยไม่ให้ร่วมกิจกรรมกับเด็กอื่น เช่น ว่ายนํ้าไปโรงเรียน ใช้สนามเด็กเล่น เป็นเวลา 1 สัปดาห์
-ผู้ดูแลเด็กหมั่นล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือ สัมผัสกับน้ำมูก และนํ้าลายของเด็ก
-ทําความสะอาดพื้น ห้องน้ำ สุขา เครื่องใช้ ของเล่น สนามเด็กเล่น ตลอดจนเสื้อผ้าที่อาจปนเปื่อนเชื้อ ด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไปภายในบ้าน
-มีรายงานในโกปกติที่ติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ อาจมีเชื้อในอุจจาระได้ 6-12 สัปดาห์

ที่มา:http://ramacme.ra.mahidol.ac.th/?q=node/45

ได้รู้จัก “โรคมือเท้าปาก” กันแล้วนะครับซึ่งต้องช่วยกันสังเกตุทั้งพ่อและแม่ครับ อย่างน้อยก็ 4 ตาย่อมดีกว่า 2 ตาครับ เพราะถ้าน้องๆ เป็นแล้วก็คงต้องร้องไห้เป็นที่น่าสงสาร ถึงแม้ว่าตัว “โรคมือเท้าปาก” จะไม่รุนแรงนักแต่ว่า ความรุนแรงจะอยู่ที่การเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ ที่จะตามมาสิครับน่ากลัวกว่าครับ

นมจากเนื้อไก่

เขียนโดย akekoksom | 6:15 หลังเที่ยง | | 0 ความคิดเห็น »

นมจากเนื้อไก่ 
สืบเนื่องมากน้องปัน ปัน ตอนที่แรกเกิดใหม่ๆ เป็น “โรคแพ้โปรตีนจากนมวัว” อย่างรุนแรงคนที่เป็นพ่อ และเป็นแม่ก็เป็นทุกข์ เป็นร้อนแทนลูกเพราะกลัวว่าลูกจะกินนมชนิดไหนได้บ้าง ซึ่งเกิดมาบอกตรงๆ พ่อปัน ปัน ก็เพิ่งเคยได้ยินว่ามี “โรคแพ้โปรตีนจากนมวัว” ด้วยจึงได้ไปสอบถามผู้รู้ และค้นหาตาม Interner โดยตั้งหัวข้อการค้นหาแบบทั่วๆ ไปคำหลักๆ ที่ใช้ก็คำนี้ “โรคแพ้โปรตีนจากนมวัว” และ “เด็กแพ้โปรตีนจากนมวัว” ซึ่งผลการค้นจากูเกิลออกมาเยอะมากและเป้นที่น่าพอใจ เลยนึกในใจว่าน้องปัน ปัน มีเพื่อนแล้ว เพราะว่าเด็กเล็กๆ ที่เกิดใหม่เป็น “โรคแพ้โปรตีนจากนมวัว” เยอะมากจนน่าเป็นห่วงครับ

และอีกหนึ่งบทความที่พ่อปัน ปัน ไปค้นเจอจาก Internet ก็เป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ที่ค้นพบและสกัดนมจากเนื้อไก่ ซึ่งมีสารอาหารต่างๆ เหมือนนมทั่วๆไปครับ โรงพยาบาลศิริราชเป็นที่ซึ่งทำการค้นพบและประกาศเผยแพร่ให้กับประชาชนได้รับรู้ คุณพ่อและคุณแม่ ที่มีลูกน้อยเป็น “โรคแพ้โปรตีนจากนมวัว” ลองอ่านดูและใช้เป็นทางเลือกในการซื้อหามาให้ลูกน้อยกินกัน ซึ่งราคาก็จะถูกกว่านมที่ใช้เฉพาะสำหรับเด็กที่เป็นโรคนี้ ซึ่งสำหรับน้องปัน ปัน ตอนนี้ไม่ได้กินนมที่สกัดจากเนื้อไก่ครับ แต่กิน “นมนูตรามีเจน” ครับ



ครั้งแรกของโลก

ศิริราชผลิตนมจากเนื้อไก่

รักษาทารกแพ้นมวัว

วันนี้ (10 ส.ค. 2550 ) เวลา 10.00 น. ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เป็นประธานแถลงข่าวเรื่อง “ครั้งแรกของโลก ศิริราชผลิตนมจากเนื้อไก่ รักษาทารกแพ้นมวัว” ร่วมกับ รศ.นพ.ธราธิป โคละทัต หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ศ.นพ.พิภพ จิรภิญโญ หัวหน้าสาขาวิชาโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ และ 3 ครอบครัวผู้แพ้นมวัว ซึ่งหันไปกินนมจากเนื้อไก่แทน ด.ญ.เปมิกา – ดญ. ปาณิศา ณ ลำพูน บุตรสาวนางกนกวรรณ ณ ลำพูน ด.ช.ปวเรศเทวหสกุลทอง บุตรชายนายปวริศ เทวหสกุลทอง และ ด.ญ.รสกร เจริญสุข บุตรสาวนางรัตนา ตั้งจิตตรชอบ ณ ห้องประชุมคณะฯ ตึกอำนวยการ ชั้น 2

ศ.นพ.พิภพ จิรภิญโญ และคณะผู้วิจัย จากภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ได้แก้ปัญหาสำคัญของผู้ป่วยเด็กที่แพ้โปรตีนนมวัวด้วยการคิดค้นและผลิตนมจากเนื้อไก่แทน โดยยังคงคุณค่าสารอาหารครบถ้วน ย่อยง่ายและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

จากสถิติเด็กไทย เกิดปีละ 8 แสนคนต่อปี มีเพียงร้อยละ 20 ที่เลี้ยงดูด้วยนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือน นอกนั้นเลี้ยงด้วยนมวัวประมาณ 6 แสนคน ในจำนวนนี้มีอาการแพ้ร้อยละ 3 หรือประมาณ 20,000 คนต่อปี จากสถิติที่กล่าวมา โรคแพ้โปรตีนนมวัวในเด็กมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และกำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขของทุกประเทศ โดยแพทย์มักเปลี่ยนเป็นนมถั่ว หรือสูตรนมชนิดพิเศษที่มีการย่อยโปรตีนในนมเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังมีทารกอีก จำนวนหนึ่งที่แพ้นมพิเศษเหล่านี้ และจากรายงานทางการแพทย์หลายแห่งระบุว่า ถ้าแพ้โปรตีนนมวัว นมถั่ว หรือนมอื่น ๆ ให้ลองกินเนื้อไก่ดู จึงเป็นแรงบันดาลใจให้นำเนื้อไก่มาปรุงด้วยวิธีพิเศษและเติมสารอาหารต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับทารก จนได้เป็นเนื้อนมที่เนียนละเอียดมาก จากนั้นนำมาแช่แข็งที่ – 72° C และนำมาละลายเมื่อจะกิน ซึ่งทารกสามารถดูดนมจากเนื้อไก่นี้ได้จากจุกนมปกติ นอกจากนี้ยังได้ส่งนมจากเนื้อไก่ไปยังกรมวิทยาศาสตร์บริการเพื่อตรวจวัดคุณค่าสารอาหารต่างๆ พบว่า นมจากเนื้อไก่นี้มีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนได้มาตรฐานสำหรับทารก

ต่อมาได้ทำการวิจัยในทารกที่แพ้โปรตีนนมวัว โดยเปรียบเทียบการกินนมจากเนื้อไก่ 20 ราย และนมจากถั่วเหลือง 18 ราย เป็นเวลา 14 วัน (งานวิจัยนี้ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล) ผลจากการวิจัยในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าผู้ป่วยทารกเหล่านี้ มีอาการแพ้นมจากเนื้อไก่น้อยกว่านมจาก ถั่วเหลืองถึง 8 เท่า นอกจากนี้ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มีทารกอีกจำนวนหนึ่งที่ขอกินนมจากเนื้อไก่มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป เนื่องจากทารกเหล่านี้แพ้นมทุกชนิดในประเทศไทย แต่กินนมจากเนื้อไก่ได้ดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ มีการเจริญเติบโตเป็นปกติ และในภายหลัง ทารกเหล่านี้สามารถกลับไปกินนมวัวได้โดยไม่มีอาการแพ้ รายละเอียดของการศึกษานี้จะตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ “Asia Pacific Journal of Clinical Nutrition” ซึ่งทางคณะผู้ผลิตได้จดสิทธิบัตรสูตรนมจากเนื้อไก่แล้วเมื่อเดือนกันยายน 2549 สำหรับโครงการต่อไปจะศึกษาเปรียบเทียบการกินนมวัวและนมไก่ในระยะยาว รวมทั้งจะพัฒนาต่อยอดเป็นสูตรอาหารสำหรับเด็กโตและผู้สูงอายุ  

โรคแพ้โปรตีนนมวัวในเด็ก เกิดจากเด็กไม่สามารถรับโปรตีนที่มีอยู่ในนมวัวได้ ประกอบกับในระยะ 4-6 เดือนแรก เยื่อบุทางเดินอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบน้ำย่อยสารต่าง ๆ ของทารกยังไม่แข็งแรง นอกจากนี้ทารกที่มีประวัติครอบครัวหรือบิดามารดาเป็นโรคภูมิแพ้และยังได้รับนมผสมหรือนมวัวจะมีโอกาสเกิดโรคแพ้โปรตีนในนมวัวสูงกว่าเด็กปกติทั่วไป โดยโรคนี้มักเกิดในขวบปีแรกของทารก ทำให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ อาทิ อาการผิวแห้ง มีผื่นคันเรื้อรังที่ใบหน้าและลำตัว มีเสมหะครืดคราดในลำคอ คัดจมูกหรือไอเรื้อรัง บางรายอาจิปวดท้อง ร้องกวน อาเจียน ท้องเสียหรือท้องผูก ในรายที่รุนแรงอาจเป็นหอบหืดเรื้อรัง ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหอบหืดเมื่อโตขึ้น และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเสียชีวิตได้ตั้งแต่วัยทารก
ที่มา: http://www.si.mahidol.ac.th/th/hotnews_detail.asp?hn_id=41


ถ้าหลายๆ ท่านได้ดู TV และเคยเห็นโฆษณาชิ้นหนึ่งซึ่งพ่อปัน ปัน ก็จำไม่ได้ว่าโฆษณาอะไร แต่จำคำที่เค้าสือสารให้เราภูมิใจในความเป็นไทยก็คือ “คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” คำๆ นี้มีความหมายในตัวอยู่แล้วครับ

นมสกัดจากเนื้อไก่นอกจากจะมีส่วนช่วยเด็กที่เป็น “โรคแพ้โปรตีนจากนมวัว” แล้วก็ยังมีส่วนช่วยเกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงไก่ด้วยนะครับเพราะกว่าจะมาเป็นนมก็ต้องมาจากไข่ไก่ก่อน แล้วก็โตเป็นไก่ให้ได้นำเอาเนื้อมาสกัดเป็นนมที่ให้เด็กทานครับ อยากลืมนะครับนมจากเนื้อไก่ก็เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในการใช้เลี้ยงลูกน้อยครับผม

กวางน้อย

เขียนโดย akekoksom | 3:29 หลังเที่ยง | | 0 ความคิดเห็น »

deerหลังจากกลับบ้านที่โคราชตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาพ่อ ปัน ปัน ไม่ได้เข้ามาตรวจสอบ บล็อกปัน ปัน เลยเพราะมัวแต่เดินตามลูกชายก็น้องปัน ปัน นั่นแหล่ะครับ เพราะเมื่อพ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน กลับบ้าน คุณยาย และ คุณตาที่เคยเลี้ยงปัน ปัน ก็จะได้พักผ่อนบ้างก็เลยเป็นหน้าที่ของ พ่อปัน ปัน และ แม่ปัน ปัน ที่ต้องดูแลน้องปัน ปัน ครับ

ช่วงที่อยู่ที่โคราชอากาศเย็นมากครับ อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 20-23 องศาเลยที่เดียวครับ ลมก็แรงด้วยสำหรับเด็กๆ อย่างน้องปัน ปัน ก็ยิ่งใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะยังพูดไม่ได้ว่าหนาวคืออะไร รู้อย่างเดียวคือร้องครับ

สำหรับน้องปัน ปัน ภาพนี้พ่อ ปัน ถ่ายน้องปัน ปัน ตอนกำลังเล่นขี่กวางน้อยอยู่ กำลังสนุกสนานกับการได้ขี่กวางเลยที่เดียว สังเกตุจากการยิ้มเห็นฟัน ที่เริ่มงอกบางส่วน ซึ่งยังงอกไม่ครบเลยครับ

เจ้ากวางน้อยนี้พ่อปัน ปัน ซื้อมาจากระยองในราคา 250 บาทก็ซื้อมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสได้ถ่ายภาพมาลง บล็อกปัน ปัน เสียที่ช่วงกลับโคราชงวดนี้เลยจับมาให้น้องปัน ปัน ขี่แล้วก็กดชัตเตอร์เสียเลย กว่าจะได้ภาพนี้มาก็ต้องหลอกล่อน้องปัน ปัน นานเลยที่เดียวครับ ผมก็เลยเข้าใจบรรดาช่วงกล้องทั้งหลายที่ทำงานกับเด็กเล็กๆ ว่าต้องใช้ความอดทนมากถึงมากที่สุดแค่ไหน เพราะอารมณ์ของเด็กๆ ในวัยขนาดลูกชายผมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาครับ ไม่มีนิ่งครับ อยากเล่นโน่น เล่นนี่ ตลอดเวลาจะนิ่งตอนหลับนี่แหล่ะครับ

กวางน้อยตัวนี้น้องปัน ปัน ชอบมาก เพราะขนาดตัวเองกำลังกินนมอยู่ พอนึกขึ้นมาได้ก็เดินเอาขวดนมไปป้อนเจ้ากวางน้อยเสียเลยทั้งๆ ทีตัวน้องปัน ปัน เองยังกินไม่อิ่มเลย นี่แหละมังที่เค้าเรยกว่า “ความไรเดียงสาของเด็ก” ซึ่งเค้าไม่รู้หรอกว่ากวางน้อยมันไม่มีชีวิต เป็นเพียงของเล่นเท่านั้น พ่อปัน ปัน กับแม่ปัน ปัน เลยบอกว่าเจ้ากวางน้อยกินนมอย่างปัน ปัน ไม่ได้นะครับ

สำหรับพัฒนาการของเด็กในวัยนี้อย่างน้องปัน ปัน จากที่ผมสังเกตุระหว่างเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน น้องปัน ปัน จะชอบมากคือการได้กระโดดโลดเต้นตามทีโต๊ะ เก้าอี้ต่างๆ ได้วิ่งเล่นแบบเร็วๆ สุด โดยไม่สนว่าจะชนอะไร ขึ้นที่สูงแล้วก็กระโดดลงมาให้พ่อรับมั่ง หรือว่าขึ้นโต๊ะแล้วกระโดดลงมาโดยที่ไม่กลัว ว่าจะเจ็บหรือไม่ ตามแขนขาของน้องปัน ปัน นี่มีแต่แผลถลอกเต็มไปหมด แต่ผมไม่ค่อยสนใจครับเพราะเจ็บได้ก็หายได้เพียงแต่คอยประคองอยู่ห่างๆ เวลาน้องปัน ปัน เล่นด้วยความที่ “ความไรเดียงสาของเด็ก” และสมองเด็กยังพัฒนาได้ยังไม่เท่าผู้ใหญ่ ทำให้การตัดสินใจและวิเคราะห์เรื่องต่างๆ ยังไม่ดีพอ ครับผม

ฝากสำหรับคุณพ่อ และคุณแม่ทั้งหลายช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฤดูหนาวแบบเต็มตัวแล้ว ต้องใส่ใจลูกๆ ของเราเป็นพิเศษ จัดหาเสื้อผ้ากันหนาว ถุงมือ ถุงเท้า หรือหมวกกันหนาวส่วมใส่ให้บรรดาเด็ก เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นเพราะเด็กอย่างน้องปัน ปัน ยังพูดไม่ได้บอกเราไม่ได้ว่า “พ่อครับ แม่ครับ ผมหนาวจังเลย”

Over Ground

เขียนโดย akekoksom | 10:09 หลังเที่ยง | | 0 ความคิดเห็น »

Follow My Finger Over Ground
หนังสือ Follow My Finger Over Ground เล่มนี้เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน และบนต้นไม้ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “Over Ground” อย่างเช่น กระรอก นกฮูก ตัวหนอนต่างๆ กระแต และสัตว์อื่นๆ

สำหรับหนังสือ Over Ground เป็นหนังสือที่ให้เด็กเล็กฝึกทักษะการใช้นิ้วมือ ในการบังคับทิศทางให้ไปตามร่องที่เจาะไว้ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ก็จะมีสัตว์ต่างๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ด้วยครับ ส่วนมากจะเป็นรูปภาพเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เด็กๆได้เพลิดเพลินกับรูปภาพ อีกทั้งยังคุ้นเคยกับสัตว์ชนิดต่างๆ

หนังสือเล่มนี้ซื้อให้ปัน ปัน ตั้งแต่ปัน ปัน อายุได้เพียง 4-5 เดือนเองครับ ช่วงแรกๆ พ่อก็จะจับนิ้วมือปัน ปัน ชี้ไปตามร่อง ที่กำหนดไว้ได้เรียนรู้การใช้กล้ามเนื้อมือด้วยนะครับ ช่วงแรกปัน ปัน ก็ยังไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพียงแต่จุดมุ่งหมายของพ่อก็คือ ให้ปัน ปัน ได้คุ้นเคยกับตัวหนังสือ และรูปภาพสัตว์ต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้สิ่งอื่นๆ ต่อไป ครับ

สำหรับปัน ปัน ตอนนี้ก็เริ่มคุ้นเคยกับหนังสือต่างๆ ที่พ่อซื้อให้แล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิทานต่างๆ เพราะเมื่อปัน ปัน อยากจะให้พ่อหรืแม่ปัน ปัน อ่านหนังสือเล่มไหนให้ฟัง ปัน ปัน ก็จะเดินไปหยิบหนังสือมาให้อ่าน จะเรียกว่าเดินไปหยิบก็ไม่เชิงเรียกว่าไปรื้อค้นมากกว่า และที่ปัน ปัน จะทำเป็นประจำคือ “ต้องมานั่งตัก” ทุกครั้งที่ต้องการให้อ่านหนังสือให้ฟังครับ

การอ่านหนังสือปัน ปัน ฟังพ่อกับแม่ก็เพียงสร้างความคุ้นเคยให้ปัน ปัน ได้รู้กับหนังสือชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือการ์ตูน หนังสือนิทาน แม้แต่หนังสือสวดมนต์ ก็มีนะครับ จากที่พ่อกับแม่สังเกตุ “พัฒนาการของปัน ปัน” ที่ได้จากการอ่านหนังสือ และจับหนังสือของปัน ปัน เวลาพ่อกับแม่แกล้งส่งหนังสือกลับหัวให้ปัน ปัน….ปัน ปันจะพยายามจับหนังสือพลิกไปพลิกมาและจัดรูปแบบการอ่านได้อย่างถูกต้อง ,

สำหรับระยะเวลาที่พ่อปัน ปัน และแม่ปัน ปัน อ่านหนังสือให้ปัน ปัน ฟังจะไม่นานครับประมาณ 5-10 นาที หรืออาจจะน้อยกว่านี้ก็ได้ เพราะวัยขนาดปัน ปัน ยังมีความสนใจอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆ อีกเยอะ ซึ่งหนังสือก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของปัน ปัน เท่านั้นครับ